Google search engine
หน้าแรก Microsoft วิธี ปิด Windows protected your PC แก้ปัญหาเปิดโปรแกรมไม่ได้บน Windows 11

วิธี ปิด Windows protected your PC แก้ปัญหาเปิดโปรแกรมไม่ได้บน Windows 11

0
ภาพกราฟิกจำลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ แสดงขั้นตอนวิธี ปิด Windows protected your PC และการตั้งค่าปิดระบบ Microsoft Defender SmartScreen ในเมนู App & browser control เพื่อแก้ปัญหาเปิดโปรแกรมไม่ได้บน Windows 10 และ 11

สำหรับการแก้ไขปัญหาและวิธี ปิด Windows protected your PC นั้น ถือเป็นหนึ่งในเทคนิคที่ผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการ Windows หลายคนมักจะค้นหา เมื่อต้องเผชิญกับหน้าต่างแจ้งเตือนสีฟ้าที่บล็อกไม่ให้ทำการติดตั้งหรือเปิดใช้งานโปรแกรมที่เพิ่งดาวน์โหลดมา หน้าต่างแจ้งเตือนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของระบบรักษาความปลอดภัยที่มีชื่อว่า Microsoft Defender SmartScreen ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อปกป้องผู้ใช้งานจากมัลแวร์ (Malware) และซอฟต์แวร์ที่อาจเป็นอันตราย อย่างไรก็ตาม ในหลายครั้งระบบนี้ก็มักจะบล็อกโปรแกรมที่ปลอดภัยเพียงเพราะเป็นซอฟต์แวร์ใหม่ที่ยังไม่มีฐานข้อมูลในระบบของ Microsoft บทความนี้จะพาทุกท่านไปทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงาน พร้อมขั้นตอนการปิดระบบดังกล่าวอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการคอมพิวเตอร์ 💻

หน้าต่างแจ้งเตือน Windows Defender SmartScreen ทางด้านซ้ายแสดงข้อความภาษาอังกฤษ Windows protected your PC: Microsoft Defender SmartScreen prevented an unrecognized app from starting.

2️⃣ ทำความรู้จักกับระบบ Microsoft Defender SmartScreen ก่อนทำการปิด

ระบบปฏิบัติการ Windows รุ่นใหม่ๆ ทั้ง Windows 10 และ Windows 11 ได้รับการพัฒนาให้มีความรัดกุมด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์มากยิ่งขึ้น โดยมีฟีเจอร์หลักคือ Microsoft Defender SmartScreen ซึ่งทำหน้าที่เป็นด่านหน้าในการคัดกรองไฟล์ ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ถูกดาวน์โหลดมาจากอินเทอร์เน็ต กลไกการทำงานของมันคือการตรวจสอบ “ชื่อเสียง” (Reputation) ของไฟล์นั้นๆ กับฐานข้อมูลคลาวด์ของ Microsoft

หากไฟล์ใดเป็นไฟล์ใหม่ ไฟล์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเองโดยนักพัฒนาอิสระ (Indie Developer) หรือไฟล์ที่ไม่ได้รับการลงนามรับรองทางดิจิทัล (Digital Signature) อย่างถูกต้อง ระบบจะมองว่าไฟล์นั้นมีความเสี่ยงและแสดงหน้าต่าง “Windows protected your PC” ขึ้นมาขัดขวางการทำงานทันที แม้ว่าฟีเจอร์นี้จะมีประโยชน์อย่างมหาศาลในการป้องกันไวรัสเรียกค่าไถ่ (Ransomware) หรือมัลแวร์ขโมยข้อมูล แต่สำหรับนักพัฒนาโปรแกรมหรือผู้ที่ต้องการใช้งานซอฟต์แวร์เฉพาะทาง การแจ้งเตือนนี้กลับกลายเป็นอุปสรรคในการทำงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 🛡️

3️⃣ ขั้นตอนและเทคนิคการตั้งค่าเพื่อปิดระบบแจ้งเตือน

การจัดการกับหน้าต่างแจ้งเตือนดังกล่าวสามารถแบ่งออกเป็น 2 วิธีหลัก ได้แก่ การอนุญาตให้เปิดไฟล์เป็นรายครั้ง (เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความปลอดภัยสูงสุด) และการปิดระบบ SmartScreen อย่างถาวร (เหมาะสำหรับผู้ที่ติดตั้งโปรแกรมทางเลือกเป็นประจำ) โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วิธีที่ 1: การอนุญาตให้เปิดไฟล์แบบรายครั้ง (Bypass ครั้งเดียว) หากผู้ใช้งานมั่นใจว่าไฟล์ที่ดาวน์โหลดมานั้นมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ 100% สามารถเลือกข้ามการแจ้งเตือนได้โดยไม่ต้องปิดระบบทั้งหมด

  1. เมื่อหน้าต่างสีฟ้า “Windows protected your PC” ปรากฏขึ้น ให้สังเกตที่ข้อความในหน้าต่าง

  2. คลิกที่คำว่า “More info” (ข้อมูลเพิ่มเติม) ซึ่งมักจะเป็นตัวอักษรขีดเส้นใต้บริเวณใต้ข้อความแจ้งเตือน

  3. หลังจากคลิก จะมีปุ่มใหม่ปรากฏขึ้นมาที่มุมขวาล่าง ให้คลิกที่ปุ่ม “Run anyway” (เรียกใช้ต่อไป)

  4. โปรแกรมจะสามารถเปิดหรือติดตั้งได้ตามปกติ โดยที่ระบบความปลอดภัยยังคงทำงานกับไฟล์อื่นๆ ต่อไป

วิธีที่ 2: การตั้งค่าปิดระบบ SmartScreen แบบถาวร (สำหรับ Windows 10 และ 11) สำหรับผู้ที่รำคาญการแจ้งเตือนและต้องการปิดระบบนี้โดยสมบูรณ์ สามารถทำได้ผ่านการตั้งค่าความปลอดภัยของ Windows ดังนี้

ภาพหน้าจอเมนูตั้งค่า Windows Security ในส่วนของ App & browser control โดยมีกรอบสีแดงเน้นที่หัวข้อ Reputation-based protection ซึ่งเป็นขั้นตอนแรกของวิธี ปิด Windows protected your PC

  1. คลิกที่เมนู Start แล้วพิมพ์ค้นหาคำว่า “Windows Security” จากนั้นกดเปิดแอปพลิเคชันขึ้นมา

  2. ในแถบเมนูด้านซ้าย หรือในหน้าต่างหลัก ให้เลือกหัวข้อ “App & browser control” (การควบคุมแอปและเบราว์เซอร์)

  3. มองหาหัวข้อ “Reputation-based protection” แล้วคลิกที่ลิงก์ข้อความ “Reputation-based protection settings”

  4. ในหน้านี้ ผู้ใช้งานจะพบกับตัวเลือกการตั้งค่า SmartScreen หลายส่วน ให้มองหาหัวข้อ “Check apps and files” (ตรวจสอบแอปและไฟล์)

  5. ทำการเปลี่ยนสวิตช์จาก “On” (เปิด) ให้เป็น “Off” (ปิด)

  6. ระบบอาจแสดงหน้าต่าง User Account Control (UAC) เพื่อยืนยันสิทธิ์ผู้ดูแลระบบ ให้คลิก “Yes”

ภาพหน้าจอการตั้งค่า Reputation-based protection บน Windows แสดงกรอบสีแดงที่เน้นการปิดสวิตช์ (Off) ในหัวข้อ Check apps and files เพื่อ ปิด Windows protected your PC และแก้ปัญหาเปิดโปรแกรมไม่ได้

เพียงเท่านี้ ระบบก็จะไม่แสดงหน้าต่างแจ้งเตือนขัดจังหวะการเปิดไฟล์หรือแอปพลิเคชันอีกต่อไป ⚙️

3️⃣ ผลกระทบและความเสี่ยงที่ควรระวังหลังจากการตั้งค่า

ในฐานะสื่อกลางด้านเทคโนโลยี เราจำเป็นต้องเน้นย้ำถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น การปิดระบบคัดกรองไฟล์นี้ เท่ากับผู้ใช้งานได้ปลดเกราะป้องกันด่านแรกของคอมพิวเตอร์ออกไป หากผู้ใช้งานดาวน์โหลดซอฟต์แวร์เถื่อน โปรแกรมแคร็ก (Crack) หรือคลิกลิงก์จากอีเมลฟิชชิ่ง (Phishing) คอมพิวเตอร์จะถูกโจมตีได้ง่ายขึ้นมาก ดังนั้น หากตัดสินใจปิดฟีเจอร์นี้ ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีวิจารณญาณที่สูงขึ้นในการคัดกรองแหล่งที่มาของไฟล์ด้วยตนเอง หรือควรพิจารณาติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus) จากผู้พัฒนาภายนอก (Third-party) ที่มีความน่าเชื่อถือเพื่อทดแทนระบบที่ถูกปิดไป ⚠️

2️⃣ คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เกี่ยวกับการ ปิด Windows protected your PC

Q: การปิดฟีเจอร์นี้จะทำให้คอมพิวเตอร์พังหรือติดไวรัสทันทีหรือไม่? A: ไม่ทันทีครับ การปิดฟีเจอร์นี้เป็นเพียงการปิด “การแจ้งเตือนและการบล็อกอัตโนมัติ” คอมพิวเตอร์จะติดไวรัสก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานไปเปิดไฟล์ที่มีมัลแวร์แฝงอยู่ด้วยตนเองเท่านั้น

Q: หากปิดไปแล้ว สามารถเปิดกลับมาทำงานเหมือนเดิมได้ไหม? A: สามารถทำได้ตลอดเวลาครับ เพียงแค่เข้าไปที่ Windows Security ตามขั้นตอนข้างต้น แล้วสลับสวิตช์กลับมาที่คำว่า “On” ระบบก็จะกลับมาคุ้มครองคอมพิวเตอร์ของคุณตามปกติ

Q: ทำไมไฟล์ที่เพื่อนส่งมาให้ถึงถูกบล็อก ทั้งๆ ที่ไม่ใช่ไวรัส? A: เนื่องจากระบบ SmartScreen ไม่ได้ตรวจจับเฉพาะไวรัส แต่ประเมินจาก “ความน่าเชื่อถือ” หากเป็นไฟล์ที่เพิ่งเขียนขึ้นมาใหม่ ไม่มีลายเซ็นดิจิทัล หรือไม่ค่อยมีคนดาวน์โหลดบนอินเทอร์เน็ต ระบบจะตีความไว้ก่อนว่ามีความเสี่ยงเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

2️⃣ บทสรุปและข้อแนะนำก่อน ปิด Windows protected your PC

การเรียนรู้วิธี ปิด Windows protected your PC ถือเป็นเทคนิคที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้งานขั้นสูง นักพัฒนาซอฟต์แวร์ หรือเกมเมอร์ที่มักจะติดตั้งส่วนเสริมจากผู้พัฒนาอิสระ อย่างไรก็ดี ฟีเจอร์นี้ถูกสร้างขึ้นมาด้วยเจตนาดีจากทาง Microsoft เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้แก่ผู้ใช้ทั่วไป ดังนั้น การเลือกใช้วิธี “Bypass แบบรายครั้ง (Run anyway)” จึงเป็นทางเลือกที่เราแนะนำมากกว่าการปิดระบบแบบถาวร เพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณยังคงมีเกราะป้องกันจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์ในทุกวัน 🇹🇭

💬 อ่านข่าวจบแล้ว คุณมีความคิดเห็นอย่างไร? คอมพิวเตอร์ของคุณเคยเจอปัญหาแจ้งเตือนจนเปิดงานไม่ได้หรือไม่? หรือมีซอฟต์แวร์ตัวไหนที่ระบบ Windows มักจะบล็อกเป็นประจำ? มาร่วมแชร์ประสบการณ์และพูดคุยแลกเปลี่ยนเทคนิคการแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์กับเราได้ที่ช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้ได้เลยครับ! อย่าลืมกดแชร์บทความนี้เพื่อเป็นประโยชน์ให้กับเพื่อนๆ ที่อาจกำลังปวดหัวกับปัญหานี้อยู่เช่นกันครับ 👇

Leave a reply

กรุณาใส่ความคิดเห็นของคุณ!
กรุณาใส่ชื่อของคุณที่นี่